จุดเริ่มต้นข้าวคุณธรรม

  framing-article1 

ความเป็นมา

 

บนดินแดนทุรกันดารเนื้อที่ประมาณ 150ไร่ ซึ่งแต่เดิมเคยใช้ปลูกปอ ทำไร่มันสำปะหลัง จนสภาพดินเสื่อมโทรม  ลักษณะเนื้อดินเป็นดินร่วนปนทรายจัด  เกษตรกรขาดทุนย่อยยับ  หนี้สินล้นพ้นตัว   พื้นดินจึงถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างว่างเปล่า  แม้จะมีต้นไม้ขึ้นเป็นป่าละเมาะอยู่บ้าง  แต่ก็มีอยู่อย่างแคระแกร็น  สภาวะแวดล้อมเป็นป่าเสื่อมโทรม 
 พระครูทักษะรักขิตธรรมโม (หลวงพ่อธรรมชาติ) ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวชุมชนสวนธรรมร่วมใจ  ได้ช่วยกันในการปรับสมดุลธรรมชาติ  ช่วยกันดูแล รักษาต้นไม้ทุกต้น  ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและที่ช่วยกันปลูกเพิ่มเติมขึ้นใหม่อย่างมุ่งมั่นทุ่มเทและจริงจัง 
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาป่าไม้ธรรมชาติกลับคืนมาให้ได้   ระยะเวลาผ่านไป 10 ปี  ต้นไม้หลากหลายชนิดนานาพันธุ์ได้เจริญเติบโตขึ้นอย่างหนาแน่น และเริ่มมีสัตว์ป่าตัวเล็กตัวน้อยเข้ามาอาศัยอยู่อย่างเป็นสุข   ความสำเร็จของการพลิกฟื้นคืนป่าไม้ให้กลับมาสู่ผืนแผ่นดินแห่งนี้นั้นเป็นไปอย่างกลมกลืนกับการเพาะปลูกพืชแบบเกษตรอินทรีย์ ที่เน้นการเกื้อกูลกันให้มีความหลากหลายอย่างสมดุลในทุกด้าน
เมื่อ ปี พ.. 2537 พื้นที่บริเวณแห่งนี้ได้เริ่มมีการเพาะปลูกตามแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ไร้สารพิษ   มีการปลูกข้าว (ทำนารวม)  ปลูกถั่ว ปลูกงา ปลูกพืชผัก ผลไม้ หลากหลายชนิดแบบกสิกรรมธรรมชาติ (ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีที่เป็นพิษใดๆเลย ) และได้ทำการอบรมสมาชิกหมู่กลุ่มชาวนาชาวไร่อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง
จนกระทั้งมาถึงปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่สังคมไทยประสบปัญหาค่าเงินบาทตกต่ำและเกิดวิกฤตเศรษฐกิจประชาชนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่อยู่ร่วมกันในบริเวณชุมชนสวนธรรมร่วมใจ กลับไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาและวิกฤตนั้นเลย  พวกเราทำมาหากิน ดำเนินวิถีชีวิตมีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงและอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุข ทั้งยังสามารถให้การช่วยเหลือเกื้อกูลแก่คนทั่วไป โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้เข้าไปศึกษาดูงาน อบรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถึงวิธีการปฏิบัติตนให้รอดพ้นจากวิกฤติ
ปี 2542 ชาวนาได้ช่วยกันสร้างแหล่งน้ำ โดยการขุดสระน้ำขนาดใหญ่และสร้างถังพักน้ำรูปบาตรพระความสูง 30 เมตร เมื่อเสร็จแล้วก็ทำให้เรามีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการทำกสิกรรมก็ได้ใช้ประโยชน์ มีความสะดวกมากขึ้นจากระบบน้ำแบบนี้ 
ถึงตอนนี้เราเริ่มมีความมั่นใจว่ามีความสามารถพอที่จะสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้มีปริมาณมากพอต่อการบริโภคของทุกคนในชุมชนได้ตลอดปีและก็เป็นอาหารที่มีความสะอาดปลอดภัยไร้สารพิษ การผลิตของชาวนาชาวไร่ในกลุ่มนี้ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากลด้วย
ปี 2548 เกิดโครงการผลิตข้าวคุณค่าชาวนาคุณธรรมขึ้นมาดำเนินงานเพื่อต่อยอดการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์แบบรับรองมาตรฐานสากล  ที่กลุ่มชาวนาเกษตรอินทรีย์ดำเนินการมากว่า 10 ปีแล้ว  ชาวนาสามารถปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ให้เป็นข้าวที่ปลอดภัยไร้สารพิษ  ผลผลิตข้าวอินทรีย์ถูกส่งไปขายทั้งในและต่างประเทศ   ชาวนาเกษตรอินทรีย์มีการรวมกลุ่มเป็นองค์กรชาวนาได้ในระดับหนึ่ง   แต่ชาวนาเหล่านั้นยังไม่สามารถทำให้ชีวิตร่างกายของตัวเองปลอดภัยจากพิษภัยของอบายมุข  บุหรี่  สุรา  ยาชูกำลัง  เล่นการพนัน  ซื้อหวย  ทวยบั้งไฟ  ไก่ชน   พฤติกรรมในชีวิตประจำวันส่อไปในทางละเมิดศีล   การดำเนินชีวิตที่ผิดทางดังกล่าวข้างต้นนั้น ทำให้ชาวนาเป็นหนี้สินเพิ่มขึ้น  ราคาผลผลิตตกต่ำซ้ำเติม ก็เลยกลายเป็นปัญหาใหญ่และทำให้ปัญหาอื่นๆ  ตามมาอีกมากมาย  นับว่าเป็นภาระที่หนักของชาวนา  
กลุ่มชาวนาข้าวคุณธรรมเริ่มต้นด้วยการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของชาวนาเกษตรอินทรีย์จังหวัดยโสธร อำนาจเจริญ มุกดาหาร อุบลราชธานี และศรีสะเกษ  โดยมีผู้บริหารสถาบันวิชาการด้านสหกรณ์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เข้าร่วมสังเกตการณ์ในเวทีและทำการถอดบทเรียน ข้อสรุปของเวทีทำให้ได้  ปฏิญญาชาวนา   คือ  ชาวนาผู้ที่จะเข้าร่วมกลุ่มข้าวคุณค่าชาวนาข้าวคุณธรรม (ข้าวคุณธรรม)  ต้องรวมกลุ่มออมสวัสดิการกองบุญหนุนเกื้อ  ต้องปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕   ลด  ละ เลิกอบายมุข ไม่ดื่มสุรา ของมึนเมา เหล้า เบียร์ ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนันทุกชนิด และจะทำการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ที่มีการรับรองมาตรฐานสากล   ถ้าชาวนาปฏิบัติตนตามมาตรฐานข้าวคุณธรรมที่กำหนดร่วมกันแล้วนี้ น่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาต่างๆได้
 
เป้าหมายของกลุ่มข้าวคุณค่าชาวนาข้าวคุณธรรม

1.   เพื่อพัฒนาคุณธรรม  จริยธรรมผู้ผลิตและครอบครัว  สู่การพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

2.   พัฒนาระบบการผลิตไปสู่แนวทางการเกษตรผสมผสานที่มีความหลากหลายของพืชและสัตว์

3.   พัฒนาระบบการผลิตไปสู่การเกษตรแบบพึ่งตนเอง  เช่น อินทรีย์วัตถุ และธาตุอาหารภายในฟาร์ม

4.   ฟื้นฟูและรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ  โดยการใช้ทรัพยากรในฟาร์มมาหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

5.   รักษาความสมดุลของระบบนิเวศในฟาร์ม  และความยั่งยืนของระบบนิเวศโดยรวม

6.   ป้องกันและหลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

7.   สนับสนุนระบบการผลิตและกระบวนการจัดการทุกขั้นตอนที่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ประหยัดพลังงาน  การผลิตเก็บเกี่ยวการแปรรูปที่เป็นวิธีการธรรมชาติและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยสุด

 ปีการผลิต 2549-2550 มีชาวนาที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ จำนวน 108 คน เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปีผลการตรวจประเมินมีชาวนาผู้ผ่านเงื่อนไขตามมาตรฐาน ข้าวคุณธรรม  เพียง 38 คน รวบรวมผลผลิตข้าวเปลือกคุณธรรมในปีแรกได้จำนวน 168 ตัน (ข้าวหอมมะลิ 105)  

ปัจจุบัน กลุ่มมีชาวนาที่สนใจสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มโดยมาร่วมกันถือศีล ปฏิบัติธรรม ลด ละ เลิกอบายมุข และทำผลิตข้าว พืช ผัก ผลไม้ ในระบบเกษตรอินทรีย์ ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เชิงคุณธรรม จำนวน 119 ครอบครัว  มีพื้นที่ไร่นาที่เป็น Peace Area เขตสงบ สันติ อหิงสา ปลอดภัย ไร้สารพิษ ไร้สารเคมีการเกษตรใดๆ จำนวน 1,969.99 ไร่ และคาดว่าจะได้ผลผลิตข้าวคุณธรรมในปีนี้ (2555/56) ประมาณ 704.082 ตัน(704,082กิโลกรรม) ดังข้อมูลในตาราง

 นอกจากนี้ชาวนนาคุณธรรมต้นแบบหลายคนก็มีจำนวนหนี้สินลดลงเพราะมีเงินที่เป็นรายเหลือจากการที่ไม่ต้องไปซื้อสิ่งที่เป็นอบายมุขมาเสพ  ชาวนาคุณธรรมต้นแบบจึงนำเอาเงินเหลือนั้นไปชำระหนี้ได้บางส่วนแล้ว  สำหรับในด้านคุณภาพชีวิตและครอบครัวก็ดีขึ้น เช่น ไม่มีการทะเลาะของสามีภรรยา  อาหารการกินก็เริ่มมีในไร่นาเรือกสวนของตัวเอง จะเก็บเอามากินฟรีๆเมื่อใดก็ได้ และเป็นอาหารที่ปลอดภัยไร้สารพิษ กินแล้วสบายใจ  สุขภาพจิตดีขึ้น สุขภาพกายก็แข็งแรง

ตัวแบบในการปลูกจิตสำนึกชาวนา  ให้เป็นผู้ปลูกข้าวคุณธรรม ดำเนินวิถีชีวิต ในทิศทาง ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา นั้น เป็นการดำเนินกิจกรรมที่ต่อเนื่องเป็นกระบวนการและมีขั้นตอนสำคัญประกอบด้วย  ชาวนาต้องสมัครใจเข้ารับการอบรม แล้วต้องได้รับการส่งเสริม สนับสนุนพร้อมทั้งต้องมีการติดตามตรวจประเมินผล และมีเวทีการสรุปทบเรียน ดังตัวอย่างของความสำเร็จ(ตัวชาวนา) คนจริง ตัวเป็นๆ คือตัวแบบที่ดีที่สุด  สำหรับเครื่องมือ ที่จะนำมาใช้ในการจัดกระบวนการ เพื่อขยายผลตัวแบบความสำเร็จให้เพิ่มมากขึ้นได้แก่ กิจกรรมโรงเรียนชาวนาคุณธรรม  

                โรงเรียนชาวนาคุณธรรม เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่กลุ่มชาวนาคุณธรรม ได้ตั้งขึ้นในแต่ละชุมชนเพื่อใช้เป็นสถานที่พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ภูมิปัญญา ประเพณีวัฒนธรรม เทคนิคการผลิต การแปรรูป   การค้าขายในตลาด   การอนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ในเรื่องการเมือง ทุกอย่างที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและชุมชน ในขณะที่ส่วนกลางของกลุ่มข้าวคุณค่าชาวนาคุณธรรม ก็ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของ

กลุ่มข้าวคุณค่าชาวนาคุณธรรม (ข้าวคุณธรรม)ขึ้น เพื่อจัดอบรมประชาชน ชาวบ้าน ชาวนาทั่วไป  ซึ่งทำการจัดการอบรมขยายผลไปแล้วกว่า 16,254 คน 

ผลลัพธ์ที่ได้จากการปฏิบัติธรรม การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของผู้ผลิต(ตัวชาวนา)และครอบครัว นั้นเป็นต้นทาง(ต้นธาร)ของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและ เป็นการทำให้สมาชิกน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม  เป็นการพัฒนาคน (พัฒนามนุษย์ ) ให้กับประเทศชาติบ้านเมือง และสิ่งสำคัญที่ยิ่งใหญ่จริงๆ คือ ชาวนาคุณธรรมได้ช่วยกันลงมือพลิกฟื้นผืนนาของตัวเขาเอง  ให้เป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ (Peace Area) ขึ้นบนพื้นโลก